ลดน้ำหนัก จะวิ่งหรือจะเดิน ให้วัดกันที่เวลาไม่ใช่ระยะทาง

ถ้ามีคนถามคุณว่าวิ่งหรือเดิน อันไหนเผาแคลอรี่ได้ดีกว่ากัน คำตอบมันค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วว่าคือการวิ่ง แต่การเดินก็ให้ประโยชน์มากมายไม่ต่างกับการวิ่ง ซึ่งทั้งสองลักษณะ ก็มีคุณสมบัติที่ต่างการกันออกไปเล็กๆ น้อยๆ

การวิ่งระยะทาง 1 ไมล์ หรือเดิน 1 ไมล์ แคลอรี่ไม่ได้ใช้แตกต่างกันมากนัก Ph.D Alex Harrison กล่าวไว้ว่าคุณจะต้องใช้ระยะเวลานานกว่านี้ และจำนวนแคลอรี่ที่ใช้ชีวัตคือ จำนวนแคลอรี่ที่ใช้ไปต่อนาที ไม่ใช่ต่อไมล์

คนที่น้ำหนัก 140 ปอนด์(ประมาณ 63.5 กิโล) วิ่งจะเผาผลาญแคลอรี่ได้ประมาณ 13.2 แคล/นาที จากผลสำรวจของ ACE(American Council on Exercise) แต่ถ้าเดินจะใช้พลังงานอยู่ที่ 7.6 แคล/นาที ดังนั้นลองเปรียบเทียบ ใน 30 นาทีก็จะเห็นได้ว่า คนที่วิ่ง จะใช้พลังงานได้ถึง 396 แคล ขณะที่เดินจะใช้พลังงาน 228 แคลเท่านั้น

“ความแตกต่างของพลังงานที่ใช้ไปในแต่ละไมล์ของการวิ่งและเดินนั้น 10-30% ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ และประสบการณ์ของนักวิ่งเอง” — แฮริสัน

นักวิทยาศาสตร์ใช้หน่วยที่วัดการเผาผลาญนี้ว่า MET (Metabolic equivalent for task)

1 MET คือสิ่งที่ร่างกายคุณเผาผลาญขณะที่นั่งเล่นบนโซฟา ดู Netflix ส่วนการเดินแบบปกติ จะใช้ 3-6 METs แต่ถ้ามากกว่า 6METs ขึ้นไป จะถูกจัดว่าเป็นการใช้พลังงานสูง

นี่คือสาเหตุที่การเผาผลาญแคลอรี่แตกต่างกันมากเมื่อคุณกำลังเดินและวิ่ง

“กล้ามเนื้อที่ขับเคลื่อนคุณจากจุด A ถึง B ต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า ATP ร่างกายของคุณเก็บ ATP ในปริมาณที่ จำกัด ดังนั้นร่างกายจำเป็นต้องหาพลังงานจากแหล่งอื่น กระบวนการสร้างพลังงาน(ATP) จะถูกสร้างจากไกลโคเจนและไขมัน” — เจเน็ต แฮมิลตัน นักกายภาพบำบัดและโค้ชวิ่งของ RunningStrong

การวิ่งยังมีส่วนที่เรียกว่า “Afterburn” ที่สูงกว่าเล็กน้อยกว่าการเดิน ซึ่งมันหมายถึงร่างกายของคุณจะยังคงเผาผลาญแคลอรี่หลังจากออกกำลังกายจนกว่าร่างกายจะกลับสู่สภาวะพักปกติ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน The Journal of Strength & Conditioning Research พบว่า Afterburn นั้นคนที่วิ่งจะใช้เวลานานกว่าคนที่เดิน

นั่นเป็นเพราะร่างกายต้องการพลังงานเพื่อใช้ในการฟื้นฟูจากการออกกำลังกาย “ยิ่งความเข้มข้นและวิ่งนานๆ แคลอรี่ก็จะถูกเผาผลาญมากขึ้นตามไปด้วย หลังจากออกกำลังกายเสร็จ” Iain Hunter ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายของมหาวิทยาลัยบริกแฮม ยังอธิบายต่อเพิ่มเติมว่า เมื่อคุณออกกำลังกายหนักเท่าไร กล้ามเนื้อที่ถูกดึงมาใช้เป็นพลังงาน(Microdamage) ร่างกายก็จะต้องไปซ่อมแซมส่วนที่ใช้ไปด้วยเช่นกัน

เดินกับวิ่ง : เพื่อลดน้ำหนักอันไหนดีกว่ากัน?

จากมุมมองของการลดน้ำหนัก การวิ่งย่อมดีกว่าอย่างชัดเจน

เมื่อนักวิจัยเปรียบเทียบนักวิ่ง 32,000 คน กับคนที่เดินออกกำลังกาย 15,000 คน ในระยะเวลา 6 ปี พบว่านักวิ่งจะเสียน้ำหนักตัวมากกว่าถึง 90% มากกว่าคนที่เดิน

Fitness trackers หรืออุปกรณ์ออกกำลังกายที่ใช้ติดตัวสำหรับตัววัดการเผาผลาญของคุณไม่ได้ถูกต้องเสมอไป ให้คุณพยายามหาจุดกึ่งกลางของพลังงานที่วัดได้เฉลี่ยๆ กันในหลายๆ วันที่มีกิจกรรมซ้ำๆ กัน ก็อาจจะช่วยให้คุณได้ข้อมูลที่แท้จริงมากขึ้น เพราะเครื่องมือเหล่านี้เป็นเพียงแค่การประมาณการณ์ ซึ่งจริงๆ แล้วมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย ที่นำไปสู่การใช้พลังงาน นอกเหนือจากความเร็วและเวลา 

คุณจะสามารถเพิ่มปริมาณการเผาผลาญนั้นได้หรือไม่?

“ยิ่งคุณมีน้ำหนักตัวมากขึ้นเท่าไร การเผาผลาญพลังงานนั้น ก็ยิ่งมากกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า ในแต่ละกิจกรรมด้วยเช่นกัน ถ้าคุณเพิ่มน้ำหนักตัวไปอีก 20 ปอนด์ นั่นก็จะทำให้คุณใช้พลังงานมากขึ้นไป 8.7 ถึง 15.1 ต่อนาที สำหรับการวิ่งหรือเดิน ซึ่งมันเป็นเรื่องพื้นฐานของกฎของฟิสิกส์ พลังงานส่วนใหญ่ถูกใช้ไปเพราะน้ำหนักตัวเหตุเป็นเช่นนี้เพราะแรงโน้มถ่วง” — ฮันเตอร์

ความเข้มข้นก็เช่นกัน การปีนเขาหรือการปีนบันได ก็ทำให้ METs ของคุณมีการใช้พลังงานที่แตกต่างกันออกไป ยิ่งขึ้นที่สูงมากเท่าไรแรงโน้มถ่วงก็ยิ่งมีมากขึ้น ทำให้การใช้พลังงานนั้นมากขึ้นตามไปด้วย

แปลบทความจาก Runnersworld เขียนโดย Ashely Mateo

บทความใกล้เคียง

มากกว่านี้

ลดน้ำหนัก จะวิ่งหรือจะเดิน ให้วัดกันที่เวลาไม่ใช่ระยะทาง

ผู้เชี่ยวชาญจาก Runnerworld ได้อธิบายข้อแตกต่างถึงการวิ่งและการเดิน กับการใช้พลังงานเพื่อลดน้ำหนัก ว่าเราควรเปรียบด้วยเวลา