มารู้จักกับ แคลอรี่ กิโลแคลอรี่ แคล เอ๊ะมันต่างกันยังไงนะ

แคลอรี่ กิโลแคลอรี่ หรือ แคล มาจากคำๆ เดียวกันครับคือ กิโลแคลอรี่ เมื่อคนนำมาเรียกก็เริ่มสั้นลงเรื่อยๆ จากกิโลแคลอรี่(Kilogram Calories) ก็กลายมาเป็น แคลอรี่(Calories) และสุดท้ายก็เหลือแค่ แคล(Cal)

แคลอรี่(Calories) คือการทำให้อุณหภูมิน้ำในร่างกายของเราสูงขึ้น 1 องศา อ่านแล้วหลายคนคงรู้สึกตกใจ ว่าเห้ยๆๆๆ มันไปไกลละ ใจเย็นๆ นะครับ ไม่ต้องงง ไม่ต้องสงสัย คือให้เราเข้าใจแค่นี้พอ

การที่จะทำให้อุณหภูมิน้ำเราสูงขึ้น 1℃ เนี่ย เกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลาติดต่อกัน เช่นการเดิน การวิ่ง ทำงานบ้าน หรือการเคลื่อนที่ในชีวิตประจำวัน ล้วนแต่เป็นการนำพลังงานในร่างกายของเราออกมาใช้ทั้งสิ้น

ทีนี้ร่างกายของเราทุกๆ คนล้วนมีพลังงานที่ต้องการได้รับในแต่ละวัน Total daily energy expenditure(TDEE) ที่ไม่เท่ากัน โดยมีสูตรคำนวนคร่าวๆ ดังนี้ 

ให้เราเอาน้ำหนักตัว คูณ 2.2 แล้วคูณ 12 อีกครั้ง ก็จะได้ พลังงานที่เราต้องการในแต่ละวัน 

TDEE = (Bodyweight * 2.2) * 12

ยกตัวอย่างผมน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ก็จะได้ (70*2.2)*12 = พลังงานที่ผมต้องได้รับไม่เกิน 1,848 KCal ต่อวัน

หรือคนที่รู้สึกขี้เกียจคำนวน ก็ให้ยึดตามมาตรฐานเฉลี่ยคนทั่วๆ ไปก็ได้ครับ คือ ผู้ชายต้องการพลังงานวันละไม่เกิน 2,000Kcal/วัน ส่วนผู้หญิงต้องการพลังงานไม่เกิน 1,500Kcal/วัน

หากเราทานอาหารมากเกินกว่านี้มันก็จะนำแคลอรี่นี้ไปสะสมไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายในรูปแบบของไขมัน เช่น คอ แขน ก้น ขา ท้อง เป็นต้น เมื่อส่วนต่างที่เกินในแต่ละวันสะสมจนครบ 7000-7700 แคล ก็จะทำให้น้ำหนักตัวเราเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัมนั่นเองครับ

 

บทความหน้าผมจะมาพูดถึงวิธีอ่านฉลากโภชนาการอาหารตามร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์มาร์เก็ตนะครับว่ามีวิธีอ่านหรือคำนวนอย่างไร เพราะผู้ผลิตมันเขียนน้อยๆ เพื่อหลอกเราว่ามันให้พลังงานน้อย

อ่านต่อ วิธีการอ่าน ฉลากโภชนาการ เพื่อคำนวนแคลอรี่

บทความใกล้เคียง

มากกว่านี้

ลดน้ำหนัก จะวิ่งหรือจะเดิน ให้วัดกันที่เวลาไม่ใช่ระยะทาง

ผู้เชี่ยวชาญจาก Runnerworld ได้อธิบายข้อแตกต่างถึงการวิ่งและการเดิน กับการใช้พลังงานเพื่อลดน้ำหนัก ว่าเราควรเปรียบด้วยเวลา